31/8/54

หน้าแรก

ยินดีตอนรับเข้าสู่เว็บไซต์ภูมิปัญญาไทยด้าน ศิลปกรรม
ประเพณีบุญบั้งไฟ ณ หมู่บ้านเลิงถ่อนโนนสมบูรณ์
ตำบลหนองหญ้าไซ อำเภอวังสามหมอ จังหวัดอุดรธานี
41280



พี่น้องเอ้ย....ขอสายกยกกลอนชี้ ประเพณีอีสานเก่า
ถึงฮีตคลองตั้งแต่เค้า บาดยามเข้าสู่วสันต์
หลังคิมหันต์สงกรานต์ล่วง ละเลยสู่ฤดูฝน
ฝูงหมู่คนกะเตรียมการ สืบสานงานบั้งไฟโก้
เอามาโชว์โสมาอ้าง อลังการงานใหญ่
แห่บั้งไฟขบวนฟ้อน ออนซอนล้ำอร่ามตา
มีผาแดงขึ้นขี่ม้า บักสามมากับนางไอ่
งามประดุจดั่งเทพไท้ สวรรค์ย้ายสู่ดิน
เครื่องประทินประดับโก้ โอ่องค์ละอออวน
นำขบวนแห่บั้งไฟ สู่สายตาประชาราษฎร์
จุดบั้งไฟอาดหลาดฟ้า เพื่อบูชาพญาแถน
สัญญาณแทนบอกข่าวเตือน เคลื่อนสู่กาลทำนาไร่
ประทานสายฝนฮำพื้น ให้ผืนดินได้จื้นซุ่ม
พอให้ซุมพวกพี่น้อง ผองลุ่มใต้ได้เฮ็ดนา...แน่ถ่อน.



ข้อมูลผู้จัดทำ




ประวัติส่วนตัว
ชื่อ-สกุล    
อายุ
เกิดวันที่ 
เบอร์โทร
อีเมล
ที่อยู่

ตำแหน่งหน้าที่
สถานที่ทำงาน

ประวัติการศึกษา
พ.ศ.2546   
  
พ.ศ.2549

พ.ศ.2552

พ.ศ.2554




ผลงานด้านการแข่งขันทักษะวิชาชีพ
พ.ศ.2554



ผลงานด้านการประกวดแต่งกายผ้าไทย
พ.ศ.2550

นางสาวนุภาพร คนใจบุญ
20 ปี
15 ตุลาคม 2534
080-4002846
mis_os_mis@hotmail.com
83 หมู่บ.เลิงถ่อน ต.หนองหญ้าไซ อ.วังสามหมอ
จ.อุดรธานี 41280 
เป็นนักศึกษาแผนก คอมพิวเตอร์ธุรกิจพิเศษ5/1
โรงเรียนเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


ชั้นประถมศึกษาปีที่ โรงเรียนเลิงถ่อนโนนสมบูรณ์
อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนเลิงถ่อนโนนสมบูรณ์
อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ โรงเรียนศีรธาตุพิทยาคม
อ.ศีรธาตุ จ.อุดรธานี
ระดับประกาศณียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.)
แผนก บริหารธุรกิจ สาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ
โรงเรียนเทคโนโลยีภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ
อ.เมือง จ.ขอนแก่น



ได้รับรางวัลเหรียญทองประเภทการประกวด
มารยาทไทย(ปวช.หรือปวส.)ในการแข่งขันวิชาชีพ
ครั้งที่ 25 กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือ



ได้รับรางวัลรองชนะเลิศการประกวดแต่งกายผ้าไทย
ระดับ ม.ปลาย(ม.4)เนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ

สรุปเนื้อหา

จากการศึกษาประเพณีบุญบั้งไฟเป็นงานประเพณีที่สร้างความสนุกสนานและความสมัครสมานสามัคคีของประชาชนในชุมชน เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวอีสานเอาไว้ให้สืบทอดถึงลูกหลานและสืบสานประเพณีความเชื่อในเรื่องการขอฝนของชาวอีสานที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็นการตักเตือนให้รู้ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งไม่แน่นอน เกษตรกรไม่ควรประมาท













รวมภาพเกี่ยวกับบุญบั้งไฟ


 







 






















สัญลักษณ์ของบุญบั้งไฟ



บุญบั้งไฟเป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสานนิยมทำกันในเดือน 6 หรือเดือน 7 อันเป็นช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการ บูชา   แถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลเหมือนกับการแห่นางแมวของคนภาคกลางในสองพิธีกรรมที่อยู่คนละภาคนี้มีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของสัญลักษณ์ที่ใช้อันส่อไปทางเพศสัมพันธ์ เช่น การใช้ไม้มาแกะสลักเป็นอวัยวะเพศชายเรียกว่า "บักแบ้น"หรือ"ปลัดขิก" ในอีสานหรือ "ขุนเพ็ด" ในภาคกลางเข้าร่วมขบวนแห่ ทั้งยังมีการร้องเซิ้งด้วยเนื้อหาที่เกี่ยวกับอวัยวะเพศและเพศสัมพันธ์ สัญลักษณ์นี้เป็นเครื่องหมายของความสัมพันธ์ระหว่างฟ้ากับดิน หญิงกับชาย ที่เป็นพลังก่อกำเนิดชีวิตและเป็นพลังแห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงมีความสัมพันธ์กับการขอฝนซึ่งเป็นที่มาของพลังแห่งการเติบโตของ พืช   และด้วยเหตุที่อวัยวะเพศและ เพศสัมพันธ์   เป็นสัญลักษณ์สำคัญของงานบุญ จึงถือว่างานบุญบั้งไฟเป็นงานบุญของพระยามาร ซึ่งจัดแข่งกับงานบุญของพระพุทธเจ้า   



การแห่บั้งไฟ

การแห่บั้งไฟจะกำหนดไว้ ๓วัน คือ วันสุกดิบ วันประชุมเล่นรื่นเริง และวันจุดบั้งไฟในวันสุกดิบคณะเซิ้งบั้งไฟแต่ละคุ้มแต่ละคณะจะนำบั้งไฟของตนพร้อมด้วยขบวนแห่มายังหมู่บ้านที่แจ้งฎีกาโดยจะแห่ไปรวมกันที่วัด และที่วัดจะมีการทำบุญและเลี้ยงแขกผู้ที่มีหน้าที่ต้อนรับจะปลูกกระท่อมเล็กเรียกว่า"ผาม"ขึ้นตามลานวัดเพื่อเป็นที่จุดบั้งไฟและเป็นที่รับแขกที่จะมาประชุมกัน ทุกๆคนที่มาร่วมงานกันล้วนแต่งกายอย่างสวยงามทั้งหญิงและชายโดยเฉพาะสาวๆถ้าสาวบ้านไหนไม่ไปเท่ากับผู้เฒ่าผู้แก่บ้านนั้น ไม่ยินดีร่วมทำบุญและไม่ร่วมมือถ้าพ่อแม่ขัดข้องโดยไม่มีเหตุจำเป็นจะเป็นบาปตายแล้วต้องตกนรกแสนกัปแสนกัลป์และเป็นเหตุให้บ้านเมืองเดือดร้อน ฟ้าฝนไม่อุดมสมบูรณ์ทำไร่ทำนาไม่ได้ผลปัจจุบันจังหวัดยโสธรได้จัดให้บั้งไฟคณะต่างๆไปทำพิธีบวงสรวงคารวะเจ้าปู่เจ้าพ่อหลักเมืองแล้วแต่ละคุ้มจะรำ เซิ้งเพื่อขอบริจาคไปตามสถานที่ต่างๆ ไดเมื่อถึงวันที่สองคือวันประชุมเล่นรื่นเริงหรือวันสมโภชคณะต่างๆจะนำบั้งไฟของตนไปปักไว้ที่ศาลาการเปรียญฝ่ายที่มีหน้าที่ต้อนรับแขกก็แขกรับไป พวกแขกก็มีธรรมเนียมเหมือนกันคือต้องมาเป็นขบวนมีคนตีฆ้องตีกลองนำขบวนมีพระและสามเณรต่อด้วยประชาชนทั่วไปในขบวนนี้อาจจะมีแคน หรือเครื่องดนตรีอื่นๆเป่าหรือบรรเลงเพื่อความครึกครื้นไปด้วย ครั้นไปถึงลานวัดแล้วเจ้าภาพจะนำแขกไปยังผามที่ทำไว้ ขณะเมื่อแขกไปถึงผามจะตีกลองเป็นอาณัติสัญญาณว่าแขกทั้งหลายได้มาถึงแล้วและจัดที่นั่งสำหรับพระและสามเณรไว้บนพื้นสูงแถวหนึ่ง ชายแก่อีกชั้นหนึ่งและรองลงมาก็จะเป็นหญิงแก่และสาวปนเปกันไปและต้องหันหน้าออกมาทางผาม สำหรับพวกหนุ่มๆที่ร่วมขบวนมาด้วยกันนั้นส่วนมากจะมารื่นเริงฟ้อนรำทำเพลงผสมปนเปกับเจ้าของถิ่นและพวกที่มาจากถิ่นอื่น วันนี้อาจมีการบวชนาคและสรงน้ำพระภิกษุโดยนิมนต์ท่านสมภารวัดหรือพระคุณเจ้าวัดเจ้าคณะอำเภอนั้นๆขึ้นแคร่แห่ไปรอบวัดและนำนาคเข้าขบวนแห่ไปด้วย นาคพื้นเมืองจะแต่งตัวสวยงามมากบางคนนั่งแคร่หรือขี่ม้าและมีคนตีฆ้องเดินนำขบวนมีการยิงปืนและจุดไฟตะไลอานม้าผูกกระพรวนด้วยอนึ่งในพิธีแห่บั้งไฟนี้ ถ้าบุคคลใดมีความประสงค์จะสรงน้ำพระภิกษุก็ให้มีการแห่พระภิกษุรูปนั้นออกนำหน้านาคอีกทีหนึ่งการสรงน้ำพระเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ฮดสรง การฮดสรงนี้เป็นประเพณีอย่างหนึ่งที่พระภิกษุรูปใดจะได้เลื่อนยศชั้น จึงจะได้รับการสรงน้ำ และมีการถวายจตุปัจจัยหรือสังฆบริภัณฑ์ เช่น ถวาย เตียงนอน เสื่อสาด หมอนอิง ไม้เท้า กระโถน ขันน้ำพานรองสำรับคาวหวานผ้าไตรฯลฯครั้นแห่ประทักษิณครบสามรอบแล้วจะนิมนต์พระรูปนั้นนั่งบนแท่นซึ่งทำลวดลายด้วยหยวกกล้วย แล้วสรงน้ำด้วยน้ำอบน้ำหอมครั้นเสร็จจากการสรงน้ำแล้วจึงอ่านประกาศชื่อของพระรูปนั้นให้ทราบทั่วกันประกาศนั้นจะเขียนลงบนใบลานบ้านแผ่นเงินบ้าง แผ่นทองบ้างตามกำลังยศเมื่ออ่านประกาศแล้วเจ้าศรัทธาจะมอบจตุปัจจัยต่างๆที่จัดมานั้นถวายแด่พระภิกษุต่อจากนั้นมีพิธีสวดมนต์เย็นที่ศาลาการเปรียญ ในปัจจุบันมีคณะผ้าป่าจากกรุงเทพฯโดยชาวยโสธรจะชวนเพื่อนๆที่สนิทนำผ้าป่ามาถวายที่บ้านเกิดของตนเป็นการกลับมาเยี่ยมบ้าน เที่ยวงานประเพณีบุญบั้งไฟและเป็นการทำบุญด้วยวันแห่บั้งไฟตอนเช้ามีการถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ที่ศาลาการเปรียญและรับผ้าป่า จากนั้นนำขบวนแห่ไปคารวะมเหศักดิ์หลักเมืองเจ้าพ่อปู่ตาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน แล้วขบวนแห่บั้งไฟทุกคณะไปตั้งแถวตามถนนแล้วแห่ไปตามเส้นทางที่คณะกรรมการจัดการกำหนดไว้ในขบวนแห่บั้งไฟที่ตกแต่งอย่างสวยงามขบวนฟ้อนรำ ที่เรียกว่า เซิ้งบั้งไฟนำขบวนไปด้วยบั้งไฟแต่ละขบวนจะ ประกอบด้วยขบวนเซิ้งนำหน้าขบวนแสดงความเป็นอยู่ (อาชี)ตลกขบขันในวันจุดบั้งไฟตอนเช้ามีการทำบุญเลี้ยงพระตักบาตรถวายภัตตาหารเลี้ยงดูญาติโยมแล้วแห่บั้งไฟไปรอบพระอุโบสถเพื่อถวายแด่เทพารักษ์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ แล้วนำบั้งไฟออกไปที่จัดไว้สำหรับจุดบั้งไฟการจุดบั้งไฟจะจุดบั้งไฟเสี่ยงทายก่อนเพื่อเป็นการเสี่ยงทายว่าพืชผลทางการเกษตรประจำปี จะดีเลวหรือไม่ กล่าวว่า คือถ้าบั้งไฟที่เสี่ยงทายจุดไม่ขึ้น(ชุติดค้าง)ก็ทายว่าน้ำประจำปีจะมากและทำให้ไร่ที่ลุ่มเสียหายถ้าจุดแล้วขึ้นไประเบิดแตกกลางอากาศทายว่าแผ่นดินจะเกิดความแห้งแล้งแต่ถ้าบั้งไฟจุดขึ้นสวยงามและสูง ชาวบ้านจะเปล่งเสียงไชโยตลอดทั้งบริเวณลานเพราะมีความเชื่อว่าข้าวกล้าและพืชไร่ในท้องทุ่งจะได้ผลบริบูรณ์หลังจากลำเสี่ยงทายแล้วก็จะทำการจุดบั้งไฟเสียงหลังจากนั้นก็จะจุดบั้งไฟที่นำมาแข่งขัน บั้งไฟหมื่นและบั้งไฟแสนการจุดชนวนใช้เวลาไม่กี่นาทีบั้งไฟก็จะพุ่งไปในอากาศการขึ้นของบั้งไฟจะมีเสียงดังวี้ดคล้ายคนเป่านกหวีดหรือเป่ากระบอกส่วนบั้งไฟแข่งขันจะจุดหลังบั้งไฟเสียงการจุดบั้งไฟแข่งขันถ้าบั้งไฟของคณะใดขึ้นสูงก็เป็นผู้ชนะ ถ้าขึ้นสูงมากก็จะโห่ร้องยินดีกระโดดโลดเต้นกันอย่างเต็มที่และจะแบกช่างทำบั้งไฟเดินไปมาแต่ถ้าบั้งไฟของคณะใดไม่ขึ้นหรือแตกเสียก่อนช่างบั้งไฟจะถูกลงโคลนตมไม่ว่าบั้งไฟจะขึ้นหรือไม่ขึ้นก็ตามก็จะจับโยนทั้งนั้น ช่างทำบั้งไฟจะเป็นคนจุดเองหรือบางทีคนในคณะบั้งไฟของตนที่มีความชำนาญจะเป็นคนจุดกรรมการจะจับเวลาว่าใครขึ้นสูงกว่ากันการจุดบั้งไฟนี้น่ากลัวมากบางบั้งก็แตกบางบั้งก็ขึ้นสูงในวันจุดบั้งไฟนี้ประชาชนพากันมามุงดูอย่างคับคั่งนั่งอยู่ตามร่มไม้เป็นกลุ่มๆและพนันกันว่าบั้งไฟใครจะชนะขึ้นสูงหรือไม่ตกหรือไม่เป็นต้นบางทีมีบั้งไฟมากต้องจุด ๒ วัน ก่อนจุดต้องเอาเครื่องประดับบั้งไฟออกนำแต่บั้งไฟเท่านั้นไปจุดหลังจากจุดเสร็จแล้วจะมอบรางวัลให้กับบั้งไฟที่ขึ้นสูง ตามลำดับที่ ๑ - ๓จากนั้นคณะเซิ้งพากันเซิ้งกลับไปบ้านของตนหรือบ้านช่างทำบั้งไฟการนำรอยไฟ(การนำฮอยไฟ)หมายถึง การเล่นสนุกหลังจากจุดบั้งไฟแล้วมีการตามช่างและชาวบ้านที่เป็นเจ้าบ้านไปดื่มเหล้าและเล่นสนุกสนานกันอีกการตามรอยไฟจะสูตรขวัญให้ช่างทำบั้งไฟด้วยคือเริ่มแรกอาราธนาสูตรขวัญเพื่อทำขวัญช่างเมื่ออาราธนาเสร็จแล้วหมอก็เริ่มการสูตรขวัญบ้านที่ทำการสูตรขวัญเป็นบ้านช่างทำบั้งไฟ ทุกคนในบ้านจะออกมานั่งรับการสูตรขวัญหมอสูตรขวัญนำคำสูตรขวัญที่ดีๆมาสูตรเสร็จแล้วมีการผูกแขนเพื่อเป็นมงคลหลังจากสูตรขวัญและผูกแขนช่างทำบั้งไฟแล้วก็รับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนานการนำรอยไฟปฏิบัติกันทั่วไปปัจจุบันปฏิบัติกันน้อยลง การเซิ้งตามรอยไฟเป็นการเซิ้งเพื่อเยี่ยมเยียนตามบ้านเรือนชาวบ้านจนถึงค่ำจึงเลิกรากันไปเนื้อความของกาพย์เซิ้งในตอนนี้เป็นการขอเหล้าสาโทดื่มฉลองมีการกล่าวขอบคุณและให้ศีลให้พร (ดูตัวอย่างคำให้ศีลให้พรใน ปรีชา พิณทอง, อร่ามจิตชิณช่าง, ๒๕๓๗ : ๔๓-๔๔)ประเพณีบุญบั้งไฟกับชีวิตของชาวอีสานจึงมีความผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น ชาวอีสานจะจัดทำบุญบั้งไฟกันอย่างเอิกเกริกยิ่งปีใดฝนแล้งจะต้องทำเป็นกรณีพิเศษนอกจากนี้ยังถือเป็นการทำบุญ ประกอบคุณงามความดีตามความเชื่อถือที่มีมาแต่โบราณกาลเช่นมีงานบวชนาคงานสรงน้ำพระพุทธรูปงานถือน้ำพิพัฒน์ต่อหน้าพระพุทธรูปกล่าวได้ว่าชาวอีสานใช้บั้งไฟเป็นสื่อในการให้ประชาชนทำบุญเป็นสื่อในการติดต่อระหว่างมนุษย์กับพญาแถนบั้งไฟจึงมีความเกี่ยวพันกับชีวิตของคนอีสาน ในฐานะเป็นเครื่องมือของพิธีขอฝนเพื่อให้ตกต้องตามฤดูกาลนอกจากนี้ประเพณีบุญบั้งไฟยังเปิดโอกาสให้ชาวบ้านจาก หมู่บ้านและตำบลต่างๆได้มาช่วยกันทำบุญบั้งไฟ มาร่วมกันสนุกสนานเป็นการรวมพลังประชาชนให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน ฝึกให้รักและสามัคคีกันได้เป็นอย่างดี


การทำบั้งไฟ
การทำบั้งไฟในสมัยก่อนจะใช้ไม้ไผ่ลำขนาดใหญ่ที่สุดทะลวงปล้องให้ถึงกันภายนอกจะใช้ตอกไม้ไผ่ถักเป็นเชือกมัดรอบลำไผ่ให้แน่นเพื่อไม่ให้ลำไผ่แตก ส่วนหัวปล้องสุดท้ายจะถูกอุดด้วยแผ่นไม้หนาพอควรแล้วทำการอัดบรรจุหมื่อ(ดินปืน)ให้แน่นด้วยการตำหรือใช้คานดีดคานงัดยุคสมัยเปลี่ยนไปจากลำไผ่กลายมาเป็นท่อเหล็กหรือท่อประปา(ซึ่งอันตรายมากเมื่อมีการระเบิดใส่ผู้คนอย่างที่เป็นข่าว)ตอนหลังหันมาใช้ท่อพีวีซีแทนซึ่งก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดีจากการบูชาแถนมาเป็นการพนันขันต่อเพื่อการเดิมพัน จำนวนบั้งไฟที่จุดในแต่ละที่จึงมีจำนวนมากและสร้างความเสียหายต่อชุมชนในทิศที่บั้งไฟถูกจุดออกไป(เพราะสามารถไปไกลได้หลายสิบกิโลเมตร)นอกจากบั้งไฟแล้วยังมีการทำพลุพะเนียงดอกไม้ไฟตะไล(เพื่อจุดในการแห่ร่วมด้วย) นอกจากนั้นตัวบั้งไฟยังต้องมีการประดับตกแต่งอย่างสวยงามเรียกว่า การเอ้ ซึ่งก็เป็นฝีมือของพระอีกเช่นกัน

ขนาดของบั้งไฟในปัจจุบัน    มี 3 ขนาดคือ
  1. บั้งไฟขนาดเล็ก บรรจุดินประสิวไม่เกิน 12 กิโลกรัม
  2.บั้งไฟขนาดกลางเรียกว่าบั้งไฟหมื่นใช้ดินประสิวตั้งแต่ 12   กิโลกรัมขึ้นไป
  3. บั้งไฟขนาดใหญ่ เรียกว่า บั้งไฟแสน บรรจุดินประสิว 120 กิโลกรัม

เนื้อหาการสัมภาษณ์


 บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่นิยมทำกันในเดือน ๖ การจัดทำบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อบูชาอารักษ์หลักเมือง เป็นประเพณีทำบุญขอฝนจากพญาแถนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลบ้าง คนหรือวัวควายอาจเกิดป่วยเป็นโรคต่างๆ บ้างเป็นต้น และเมื่อทำบุญดังกล่าวแล้ว ก็เชื่อว่าฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์ ประชาชนในหมู่บ้านนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะมีอาหารข้าวปลาที่บริบูรณ์ทั้งปราศจากโรคภัยด้วย  “ ฮีตหนึ่งนั้น เถิงเดือนหกแล้วให้นำเอาน้ำวารีสรงโสก ฮดพระพุทธรูปเหนือใต้สู่ภาย อย่าได้ละเบี่ยงบ้ายปัดป่ายหายหยุด มันสิสูญเสียศรีต่ำไปเมือหน้า จงพากันทำแท้แนวคองฮีตเก่า เอาบุญไปเรื่อยๆ อย่าถอยหน้าหากสิเสีย”เดือนหกทำบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝน และจะมีงาน บวชนาคพร้อมกันด้วย การทำบุญเดือนหกเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำ เอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหาร เหล้ายามาเลี้ยงโดยไม่คิด มูลค่า เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ การเซิ้งจะกระทำด้วย ความสนุกสนาน ไม่มีการทะเลาะวิวาท คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่ก็ไม่ ถือสาหรือคิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้น ก็มีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็น มีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ โดยการเอาขี้เจีย(ดินประสิว) มาประสมคั่วกับถ่าน โขลกให้แหลกเรียกว่าหมื่อ (ดินปืน) เอาหมื่อใส่กระบอกไม้ไผ่อัดให้แน่น แล้วเจาะรูใส่หางเรียกว่าบั้งไฟ การทำบุญมีให้ทาน เป็นต้น เกี่ยวกับการทำบ้องไฟ เรียกว่า บุญบั้งไฟ กำหนดทำกันในเดือนหก

" ฮีตหนึ่งนั้นพอเถิงเดือนหกแล้ว 
ให้นำน้ำวารีสรงโสดฮดพระพุทธรูปเหนือใต้สู่ภาย 
อย่าได้ละเบียงบ้ายปัดเป่าหายหยุด 
มันสิเสียศรีต่ำไปเมื่อหน้า 
จงพากันทำแท้แนงคองฮีตเก่า 
เอาบุญไปเรื่อง ๆ ไปหน้าอย่าถอย " 

พญาคันคากจึงท้าสู้รบกับพญาแถนหากพญาแถนแพ้ต้องส่งฝนลงมาให้โลกมนุษย์เป็นประจำทุกปีผลการสู่รบปรากฏว่าพญาแถนแพ้พญาคันคาก เพราะพญาคันคากใช้แผนส่งปลวกขึ้นไปกัดด้ามอาวุธส่งมดตะขาบ ไปซ่อนอยู่ในรองเท้าและเสื้อผ้าที่จะออกรบของพญาแถนและทหารพญาแถนก็ยอมทำตามสัญญาแต่โดยดีแต่มีข้อแม้ว่าชาวโลกจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนว่าต้องการฝนเมื่อใด ด้วยเหตุนี้ชาวโลกที่ต้องการน้ำดื่มน้ำใช้และน้ำเพื่อการเกษตรจึงได้ทำบั้งไฟจุดขึ้นไปขอฝนกับพญาแถนในช่วงก่อนฤดูทำนาคือประมาณเดือนหกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ด้วยความเชื่อตามเรื่องเล่านี้จึงทำให้ชาวอีสานทำบั้งไฟทุกปีเพื่อเตือนพญาแถนก่อนจะถึงวันงานหรือวันเอาบุญ ชาวบ้านก็จะช่วยกันเตรียมงานกันอย่างสามัคคีฝ่ายแม่ครัวก็เตรียมข้าวปลาอาหารไว้เลี้ยงแขกเลี้ยงคน ฝ่ายช่างฟ้อนก็เตรียมขบวนรำไว้สำหรับแห่บั้งไฟฝ่ายผู้ชายที่เป็นช่างฝีมือก็ช่วยกันทำบั้งไฟและตกแต่งให้สวยงาม งานบุญบั้งไฟส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีพิธีกรรมทางศาสนาเท่าใดนักแต่บางแห่งก็มีพิธีทำบุญเลี้ยงพระบ้างในวันโฮมชาวบ้านก็จะมาตั้งขบวนเพื่อแห่บั้งไฟไปรอบๆหมู่บ้านเป็นงานบุญที่เน้นความสนุกสนานรื่นเริง ในขบวนจะมีการรำเซิ้งตามบั้งไฟและบรรดาขี้เหล้าทั้งหลายก็จะร้องเพลงเซิ้งไปของเหล้าตามบ้านต่างๆ กาพย์เซิ้งอาจจะหยาบคายแต่ก็ไม่มีใครถือสากันแต่กาพย์เซิ้งที่ใช้แห่ในขบวนมักจะเป็นประวัติและความเป็นมาของพิธีบุญบั้งไฟ ส่วนในวันจุดบั้งไฟก็อาจจะเป็นอีกวันหนึ่งคือเป็นวันที่ชาวบ้านจะเอาบั้งไฟของแต่ละคุ้มแต่ละหมู่บ้านมาจุดแข่งกัน ถ้าของใครทำมาดีจุดขึ้นได้สู่งสุดก็จะชนะแต่ถ้าของใครแตกหรือซุก็ถือว่าแพ้ต้องโดนลงโทษโดยการจับโยนลงโคลนหรือตมซึ่งเป็นที่สนุกสนานอย่างยิ่ง

จุดประสงค์ของการทำบุญบั้งไฟ
เพื่อเป็นการสักการะบูชาพระยาแถนซึ่งเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฝนถ้าได้จุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาเทพเจ้าองค์นี้แล้วจะบันดาลให้ฝนตกลงมา ตามฤดูกาลและมีปริมาณเพียงพอแก่การปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร การเอาบุญบั้งไฟในเดือนหกนั้นเกิดจากความเชื่อที่ว่า พระยาคันคากได้ทำสัญญาสงบศึกกับพระยาแถน หลังจากที่ต่อสู้กันแล้ว พระยาแถนเกิดพ่ายแพ้และยอมเป็นเมืองส่วย (เมืองขึ้น) จะมอบบรรณาการด้วยการแต่งฝนฟ้าให้ทุกปีซึ่งพอเมื่อถึงเดือนหกคนในเมืองมนุษย์ก็จะจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนพระยาแถน เพื่อให้รู้ว่าถึงฤดูทำนาแล้วและให้พระยาแถนแต่งฝนให้ นอกจากนี้บางท้องถิ่นถือว่าการจุดบั้งไฟเป็นการเสี่ยงทายว่าฟ้าฝนปีนี้จะเป็นอย่างไรโดยการสังเกตจากบั้งไฟที่จุด หากว่าบั้งไฟขึ้นดีไม่มีเหตุขัดข้องก็ถือว่าฟ้าฝนในปีนี้ดีแต่ทว่าบั้งไฟไม่ขึ้นหรือมีอุปสรรคถือว่าฟ้าฝนในปีนั้นไม่ค่อยจะดี และมักจะมีการหามเอาช่างที่ทำบั้งไฟที่ไม่ขึ้นโยนลงบ่อโคลนเป็นการลงโทษและเป็นที่สนุกสนาน เกี่ยวกับประเพณีความเชื่อในเรื่องนี้ ชาวอีสานได้ปฏิบัติเป็นประเพณีมาจนถึงปัจจุบันนี้

การเตรียมงานบุญบั้งไฟ
การเริ่มการเตรียมงานจะเริ่มจากชาวบ้านภายในคุ้มแบ่งงานกันว่าใครจะทำอะไรนับตั้งแต่การจัดทำบั้งไฟการฝึกหัดการฟ้อนรำประกอบขบวนแห่บั้งไฟ การปลูกปะรำที่พักอาศัยเผื่อแขกที่เชิญมาจากหมู่บ้านอื่นการเตรียมอาหารไว้ทำบุญหรือเลี้ยงแขกในงาน นอกจากนี้พ่อแม่มีลูกสาวกก็จะเตรียมตัดชุดลำเซิ้งและชุดสายที่สุดไว้ให้ลูกสาวใส่ในวันงาน อุปัชฌาย์ก็จะเตรียมซ้อมนาคเพื่อบวชในงานช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ครึกครื้นมากสถานที่จัดงานสมัยก่อนจะใช้วัดเป็นศูนย์กลางรวบรวมราษฎรมาช่วยกันทำบั้งไฟ บั้งไฟแต่ละบั้งจะใช้เวลาทำประมาณสองถึงสามเดือนจึงจะแล้วเสร็จเพราะมีพิธีกรรมมากมายเริ่มด้วยการหาฤกษ์ยามในการบรรจุบั้งไฟจะเลือกเอาหญิงสาวพรหมจารีย์มาตอกบั้งไฟเป็นคนแรก เพราะมีความเชื่อกันว่าจะทำให้บั้งไฟสูงขึ้น
การตกแต่งบั้งไฟให้สวยงาม ลักษณะการเอ้บั้งไฟทั่วไปมีดังนี้ 
1. ใส่กู่โหวค ( SOUND TRACK OF BANGFAI ) ซึ่งทำมาจากไม้ไผ่ขนาดยาว สั้นต่างกัน เพื่อให้เกิดเสียงดังคล้ายโหวด 
2. ใส่หัวนาค หรือหัวหงส์ ( HEAD OF THE SERPEN OR MGTHIOAL BIRD )ที่หัวบั้งไฟแล้วติดแถบหลัง ติดท้อง และติดพวงมาลัย 
3.การตกแต่งส่วนต่างๆด้วยกระดาษสี(OTHERS DECORATION BY COLOURS PAPER)เช่นกระดาษเงินกระดาษทอง ตามท่อนหัวและลำตัวของบั้งไชาวบ้านหรือช่างแกะลวดลายตามลำตัวเป็นรูปลายไทยบ้างพญานาคบ้าง นอกจากนี้ยังมีการนำผ้าไหมผ้าลายขิดมาประดับตกแต่งอย่างสวยงามตัวบั้งไฟนิยมทำเป็นหัวนกกระจัง เทพพนมลายดอกไม้เป็นเลาฯลฯมีการนำเอาเทคนิคสมัยใหม่มาใช้โดยทำเป็นนาคเล่นน้ำด้วยหลังจากการเอ้บั้งไฟเสร็จสวยงามเป็นที่พอใจแล้ว จะมีการสมโภชบั้งไฟประจำคุ้มของตนเอง มีการเล่นสนุกสนานมาการแห่แหนกันอย่างเอิกเกริกใหญ่โต





ผู้ให้สัมภาษณ์




นาง ทำ  โพธิ์ใคร   อายุ 67 ปี (ยาย) 68 หมู่4 บ้านเลิงถ่อน  ต.หนองหญ้าไซ อ.วังสามหมอ จ.อุดรธานี 41280

                             วันที่สัมภาษณ์        18  มิถุนายน  2554
                              เวลาที่สัมภาษณ์    09.30-11.30 น.
                              อาจารย์ที่ปรึกษา   อาจารย์บุญจันทร์ จอมศรีประเสริฐ