บุญบั้งไฟ เป็นประเพณีที่นิยมทำกันในเดือน ๖ การจัดทำบุญบั้งไฟขึ้นเพื่อบูชาอารักษ์หลักเมือง เป็นประเพณีทำบุญขอฝนจากพญาแถนเพื่อให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลบ้าง คนหรือวัวควายอาจเกิดป่วยเป็นโรคต่างๆ บ้างเป็นต้น และเมื่อทำบุญดังกล่าวแล้ว ก็เชื่อว่าฟ้าฝนจะอุดมสมบูรณ์ ประชาชนในหมู่บ้านนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะมีอาหารข้าวปลาที่บริบูรณ์ทั้งปราศจากโรคภัยด้วย “ ฮีตหนึ่งนั้น เถิงเดือนหกแล้วให้นำเอาน้ำวารีสรงโสก ฮดพระพุทธรูปเหนือใต้สู่ภาย อย่าได้ละเบี่ยงบ้ายปัดป่ายหายหยุด มันสิสูญเสียศรีต่ำไปเมือหน้า จงพากันทำแท้แนวคองฮีตเก่า เอาบุญไปเรื่อยๆ อย่าถอยหน้าหากสิเสีย”เดือนหกทำบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเพื่อขอฝน และจะมีงาน บวชนาคพร้อมกันด้วย การทำบุญเดือนหกเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำ เอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหาร เหล้ายามาเลี้ยงโดยไม่คิด มูลค่า เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ การเซิ้งจะกระทำด้วย ความสนุกสนาน ไม่มีการทะเลาะวิวาท คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่ก็ไม่ ถือสาหรือคิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้น ก็มีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็น มีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ โดยการเอาขี้เจีย(ดินประสิว) มาประสมคั่วกับถ่าน โขลกให้แหลกเรียกว่าหมื่อ (ดินปืน) เอาหมื่อใส่กระบอกไม้ไผ่อัดให้แน่น แล้วเจาะรูใส่หางเรียกว่าบั้งไฟ การทำบุญมีให้ทาน เป็นต้น เกี่ยวกับการทำบ้องไฟ เรียกว่า บุญบั้งไฟ กำหนดทำกันในเดือนหก
" ฮีตหนึ่งนั้นพอเถิงเดือนหกแล้ว
ให้นำน้ำวารีสรงโสดฮดพระพุทธรูปเหนือใต้สู่ภาย
อย่าได้ละเบียงบ้ายปัดเป่าหายหยุด
มันสิเสียศรีต่ำไปเมื่อหน้า
จงพากันทำแท้แนงคองฮีตเก่า
เอาบุญไปเรื่อง ๆ ไปหน้าอย่าถอย "
พญาคันคากจึงท้าสู้รบกับพญาแถนหากพญาแถนแพ้ต้องส่งฝนลงมาให้โลกมนุษย์เป็นประจำทุกปีผลการสู่รบปรากฏว่าพญาแถนแพ้พญาคันคาก เพราะพญาคันคากใช้แผนส่งปลวกขึ้นไปกัดด้ามอาวุธส่งมดตะขาบ ไปซ่อนอยู่ในรองเท้าและเสื้อผ้าที่จะออกรบของพญาแถนและทหารพญาแถนก็ยอมทำตามสัญญาแต่โดยดีแต่มีข้อแม้ว่าชาวโลกจะต้องจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนว่าต้องการฝนเมื่อใด ด้วยเหตุนี้ชาวโลกที่ต้องการน้ำดื่มน้ำใช้และน้ำเพื่อการเกษตรจึงได้ทำบั้งไฟจุดขึ้นไปขอฝนกับพญาแถนในช่วงก่อนฤดูทำนาคือประมาณเดือนหกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ด้วยความเชื่อตามเรื่องเล่านี้จึงทำให้ชาวอีสานทำบั้งไฟทุกปีเพื่อเตือนพญาแถนก่อนจะถึงวันงานหรือวันเอาบุญ ชาวบ้านก็จะช่วยกันเตรียมงานกันอย่างสามัคคีฝ่ายแม่ครัวก็เตรียมข้าวปลาอาหารไว้เลี้ยงแขกเลี้ยงคน ฝ่ายช่างฟ้อนก็เตรียมขบวนรำไว้สำหรับแห่บั้งไฟฝ่ายผู้ชายที่เป็นช่างฝีมือก็ช่วยกันทำบั้งไฟและตกแต่งให้สวยงาม งานบุญบั้งไฟส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีพิธีกรรมทางศาสนาเท่าใดนักแต่บางแห่งก็มีพิธีทำบุญเลี้ยงพระบ้างในวันโฮมชาวบ้านก็จะมาตั้งขบวนเพื่อแห่บั้งไฟไปรอบๆหมู่บ้านเป็นงานบุญที่เน้นความสนุกสนานรื่นเริง ในขบวนจะมีการรำเซิ้งตามบั้งไฟและบรรดาขี้เหล้าทั้งหลายก็จะร้องเพลงเซิ้งไปของเหล้าตามบ้านต่างๆ กาพย์เซิ้งอาจจะหยาบคายแต่ก็ไม่มีใครถือสากันแต่กาพย์เซิ้งที่ใช้แห่ในขบวนมักจะเป็นประวัติและความเป็นมาของพิธีบุญบั้งไฟ ส่วนในวันจุดบั้งไฟก็อาจจะเป็นอีกวันหนึ่งคือเป็นวันที่ชาวบ้านจะเอาบั้งไฟของแต่ละคุ้มแต่ละหมู่บ้านมาจุดแข่งกัน ถ้าของใครทำมาดีจุดขึ้นได้สู่งสุดก็จะชนะแต่ถ้าของใครแตกหรือซุก็ถือว่าแพ้ต้องโดนลงโทษโดยการจับโยนลงโคลนหรือตมซึ่งเป็นที่สนุกสนานอย่างยิ่ง
จุดประสงค์ของการทำบุญบั้งไฟ
เพื่อเป็นการสักการะบูชาพระยาแถนซึ่งเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งฝนถ้าได้จุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาเทพเจ้าองค์นี้แล้วจะบันดาลให้ฝนตกลงมา ตามฤดูกาลและมีปริมาณเพียงพอแก่การปลูกพืชพันธุ์ธัญญาหาร การเอาบุญบั้งไฟในเดือนหกนั้นเกิดจากความเชื่อที่ว่า พระยาคันคากได้ทำสัญญาสงบศึกกับพระยาแถน หลังจากที่ต่อสู้กันแล้ว พระยาแถนเกิดพ่ายแพ้และยอมเป็นเมืองส่วย (เมืองขึ้น) จะมอบบรรณาการด้วยการแต่งฝนฟ้าให้ทุกปีซึ่งพอเมื่อถึงเดือนหกคนในเมืองมนุษย์ก็จะจุดบั้งไฟขึ้นไปเตือนพระยาแถน เพื่อให้รู้ว่าถึงฤดูทำนาแล้วและให้พระยาแถนแต่งฝนให้ นอกจากนี้บางท้องถิ่นถือว่าการจุดบั้งไฟเป็นการเสี่ยงทายว่าฟ้าฝนปีนี้จะเป็นอย่างไรโดยการสังเกตจากบั้งไฟที่จุด หากว่าบั้งไฟขึ้นดีไม่มีเหตุขัดข้องก็ถือว่าฟ้าฝนในปีนี้ดีแต่ทว่าบั้งไฟไม่ขึ้นหรือมีอุปสรรคถือว่าฟ้าฝนในปีนั้นไม่ค่อยจะดี และมักจะมีการหามเอาช่างที่ทำบั้งไฟที่ไม่ขึ้นโยนลงบ่อโคลนเป็นการลงโทษและเป็นที่สนุกสนาน เกี่ยวกับประเพณีความเชื่อในเรื่องนี้ ชาวอีสานได้ปฏิบัติเป็นประเพณีมาจนถึงปัจจุบันนี้
การเตรียมงานบุญบั้งไฟ
การเริ่มการเตรียมงานจะเริ่มจากชาวบ้านภายในคุ้มแบ่งงานกันว่าใครจะทำอะไรนับตั้งแต่การจัดทำบั้งไฟการฝึกหัดการฟ้อนรำประกอบขบวนแห่บั้งไฟ การปลูกปะรำที่พักอาศัยเผื่อแขกที่เชิญมาจากหมู่บ้านอื่นการเตรียมอาหารไว้ทำบุญหรือเลี้ยงแขกในงาน นอกจากนี้พ่อแม่มีลูกสาวกก็จะเตรียมตัดชุดลำเซิ้งและชุดสายที่สุดไว้ให้ลูกสาวใส่ในวันงาน อุปัชฌาย์ก็จะเตรียมซ้อมนาคเพื่อบวชในงานช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ครึกครื้นมากสถานที่จัดงานสมัยก่อนจะใช้วัดเป็นศูนย์กลางรวบรวมราษฎรมาช่วยกันทำบั้งไฟ บั้งไฟแต่ละบั้งจะใช้เวลาทำประมาณสองถึงสามเดือนจึงจะแล้วเสร็จเพราะมีพิธีกรรมมากมายเริ่มด้วยการหาฤกษ์ยามในการบรรจุบั้งไฟจะเลือกเอาหญิงสาวพรหมจารีย์มาตอกบั้งไฟเป็นคนแรก เพราะมีความเชื่อกันว่าจะทำให้บั้งไฟสูงขึ้น
การตกแต่งบั้งไฟให้สวยงาม ลักษณะการเอ้บั้งไฟทั่วไปมีดังนี้
1. ใส่กู่โหวค ( SOUND TRACK OF BANGFAI ) ซึ่งทำมาจากไม้ไผ่ขนาดยาว สั้นต่างกัน เพื่อให้เกิดเสียงดังคล้ายโหวด
2. ใส่หัวนาค หรือหัวหงส์ ( HEAD OF THE SERPEN OR MGTHIOAL BIRD )ที่หัวบั้งไฟแล้วติดแถบหลัง ติดท้อง และติดพวงมาลัย
3.การตกแต่งส่วนต่างๆด้วยกระดาษสี(OTHERS DECORATION BY COLOURS PAPER)เช่นกระดาษเงินกระดาษทอง ตามท่อนหัวและลำตัวของบั้งไชาวบ้านหรือช่างแกะลวดลายตามลำตัวเป็นรูปลายไทยบ้างพญานาคบ้าง นอกจากนี้ยังมีการนำผ้าไหมผ้าลายขิดมาประดับตกแต่งอย่างสวยงามตัวบั้งไฟนิยมทำเป็นหัวนกกระจัง เทพพนมลายดอกไม้เป็นเลาฯลฯมีการนำเอาเทคนิคสมัยใหม่มาใช้โดยทำเป็นนาคเล่นน้ำด้วยหลังจากการเอ้บั้งไฟเสร็จสวยงามเป็นที่พอใจแล้ว จะมีการสมโภชบั้งไฟประจำคุ้มของตนเอง มีการเล่นสนุกสนานมาการแห่แหนกันอย่างเอิกเกริกใหญ่โต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น